ระดับอนุบาล
การส่งเสริมให้เกิด Autonomy ในระดับอนุบาลควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ
ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก แต่คอยให้ความช่วยเหลือ แนะนำอยู่ห่างๆ
ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดคลางแคลงในความสามารถของตน
เพราะถ้าครูไม่คอยดูแล้ว เด็กอาจจะทำในสิ่งที่เกินความสามารถ เกินกำลังของตน
ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความสงสัยในความสามารถ ซึ่งสิ่งที่จะตามมา คือ
ความไม่มั่นใจในตนเอง
เมื่อพิจารณาถึงการอบรมเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทยโดยทั่วๆไป
จะเห็นว่า ผู้ใหญ่มักไม่ใคร่ปล่อยให้เด็กทำอะไรด้วยตนเอง มักจะทำให้ทุกอย่าง
ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
แม้แต่เรื่องการช่วยเหลือตนเองในการกินข้าว ก็ต้องมีคนคอยป้อน
ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องเด็กไม่ยอมกินข้าวเป็นปัญหามากเรื่องหนึ่ง
ซึ่งพ่อแม่ก็ได้แต่กลุ้มใจ เฝ้าแต่หาวิธีการต่างๆ เช่น ดุบ้าง ขู่บ้าง ชมบ้าง
ก็ไม่ใคร่จะได้ผล
การกระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่ม Initiative ในช่วง 4-5 ปี
เป็นช่วงที่เด็กกำลังพัฒนาความคิดริเริ่ม และถ้าเด็กมีความมั่นใจในตนเอง
เพราะสามารถช่วยเหลือตนเองและทำอะไรได้ด้วยตนเอง จะทำให้เด็กรู้จักคิด
รู้จักวางแผนที่จะดำเนินงานต่างๆ ต่อไป ดังนั้น ถ้าครูหวังจะให้เด็กเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม
ก็พยายามกระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมที่แสดงถึงความคิดริเริ่ม
จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ต่อเมื่อเด็กทำความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น
ควรมีการจัดกิจกรรมที่มีระบบ ให้มีลักษณะที่เด็กจะสามารถช่วยเหลือตนเอง
เพื่อนำตนเองได้ โดยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการของเด็กเอง มิใช่ผู้ใหญ่คอยจัดการให้หมดทุกอย่าง
และเนื่องจากช่วงระยะเวลานี้เป็นช่วงระยะเวลาของการพัฒนาภาษาพูด
เด็กควรจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนและกำลังใจจากผู้ใหญ่
ถ้าผู้ใหญ่คอยเอ็ดหรือคอยตัดบทด้วยความรำคาญ จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกผิด
ไม่กล้าซักถาม ซึ่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนความอยากรู้อยากเห็น
และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เด็กจะเกิดความรู้สึกผิดในการที่จะทำสิ่งต่างๆ
ด้วยตนเอง ท้ายที่สุดจะได้เด็กซึ่งไม่ใคร่กล้าซักถาม แสดงความคิดเห็น
ระดับประถมต้นและประถมปลาย
การส่งเสริมให้เกิด Industry เด็กวัยนี้อาจจะพัฒนาความรู้สึกต่ำต้อย ความรู้สึกว่าตนเองสู้เพื่อนๆ
ไม่ได้โดยง่าย โดยครูไม่ทราบวิธีที่จะช่วยเหลือ สิ่งสำคัญที่จะต้องระวังสำหรับเด็กวัยนี้
คือ พยายามหลีกเลี่ยงการให้งานทำชนิดที่การแข่งขัน การเปรียบเทียบระดับความสามารถ
เพราะถ้าให้งานประเภทนี้ จะมีเด็กเพียงส่วนน้อยที่เท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ
แต่เด็กส่วนใหญ่จะทำไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เด็กพัฒนาความรู้สึกต่ำต้อย ความรู้สึกสู้เพื่อนไม่ได้ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน
ซึ่งเด็กจะมีแนวโน้มคิดว่า ตัวเองเป็นเช่นนั้นตลอดไป
เพราะเด็กเกิดความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเองในทางลบ
ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนี้
โดยที่พยายามจัดประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้
โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำงานแข่งกับตนเอง ในขณะเดียวกันหากทุกๆ คนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
ระดับมัธยมศึกษา
การส่งเสริมให้เกิด Identity นั้น สิ่งแรกที่จำเป็นต้องพิจารณา คือ เป็นการสมควรหรือไม่ถ้าจะสอนบทบาททางเพศที่เหมาะสมให้กับเด็ก
ตั้งแต่ชั้นอนุบาลหรือชั้นประถม เพื่อให้เด็กสามารถแสวงหาบทบาททางเพศ (Sexual
Identity ) ของตนเองได้ การที่จะตัดสินใจว่าบทบาทที่เหมาะสม
ของแต่ละเพศมีลักษณะเช่นไรนั้น เป็นของยาก เพระเรามักจะเอาลักษณะที่คนทั่วๆไป คิดว่าควรเป็นของแต่ละเพศเข้ามาปนด้วย
เช่น เพศชายจะต้องมีลักษณะเป็นผู้นำ เป็นคนหาเงินหรือเป็นผู้มีอำนาจ
ส่วนเพศหญิงจะมีลักษณะเป็นแม่บ้าน เป็นผู้อำนวยความสุขให้กับคนในบ้าน หรือเป็นผู้คอยรับใช้
ดังนั้นในการพัฒนาบทบาทที่เหมาะสมของเพศชายเป็นอย่างไร
เพศหญิงเป็นอย่างไร โดยที่อย่าให้เกิดความรู้สึกต่ำต้อยกับบทบาททางเพศของคน
พยายามให้เด็กเห็นว่า ทั้งเพศชายและเพศหญิง
ล้วนแล้วแต่มีความสามารถที่จะประกอบอาชีพต่างๆ ได้เหมือนๆกัน
สำหรับอีริคสันเห็นว่า
การเลือกอาชีพเป็นสิ่งสำคัญยื่ง
เพระอาชีพจะเป็นตัวกำหนดเอกลักษณ์ของบุคคลนั้นในวัยผู่ใหญ่ต่อไป
ดังนั้น ในสังคมที่เจริญด้านวิทยาการใหม่ๆ
การเตรียมตัวสำหรับอาชีพควรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาในทุกระดับชั้น
เด็กควรจะได้เข้าใจถึง ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของตนเอง ตลอดจนทราบถึงโอกาสที่จะเลือกประกอบอาชีพนั้นๆ
สิ่งสำคัญในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กวัยรุ่น
คือ การเกี่ยวข้องกับผู้ที่มี Negative Identity ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบาก
ดังกล่าวแล้วเด็กพวกนี้มักจะยึดยาเสพติดที่เป็นที่พึ่ง ดังนั้นครูที่ทำงานกับเด็กพวกนี้
ควรพยายามทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่ทำให้พวกนี้ใช้ยาเสพและพยายามหาทางเลือกให้เด็กสามารถแสวงหาความหมายหรือประสบการณ์ในชีวิต
ครูอาจพูดให้เด็กเข้าใจว่ามีวิธีอื่นที่จะยั่งยืนกว่าในการแสวงหาความหมายในชีวิต
โดยมิต้องพึ่งยา สิ่งสำคัญที่ครูจะต้องทำ คือสัมพันธภาพระหว่างครู-นักเรียน ความเมตตา ความเข้าใจ ความสนใจในตัวเด็กอย่างแท้จริง พยายามส่งเสริมให้นักเรียนแสดงออกตามที่แต่ละคน มีความสามารถ ถ้าครูสามารถช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแล้ว ย่อมเป็นการยากที่เด็กจะยึดยาเป็นที่พึ่ง



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น